แมวกินโยเกิร์ตได้ไหม และควรให้แค่ไหน
สรุปสั้น: แมวกินโยเกิร์ตได้นิดหน่อย ถ้าเป็นโยเกิร์ตรสธรรมชาติแบบไม่หวาน และแมวไม่ท้องเสียหลังกิน แมวโตส่วนใหญ่ย่อยน้ำตาลในนม (แล็กโทส) ได้ไม่ดี จึงควรให้แค่ 1–2 ช้อนชาเป็นครั้งคราว และห้ามให้โยเกิร์ตรสช็อกโกแลต ผสมลูกเกด หรือใส่สารให้ความหวาน
ทำไมแมวบางตัวกินโยเกิร์ตแล้วท้องเสีย
ลูกแมวย่อยนมแม่ได้ เพราะมีเอนไซม์ย่อยแล็กโทส แต่หลังหย่านม เอนไซม์นี้มักลดลง แมวโตส่วนใหญ่จึงย่อยแล็กโทสได้ไม่ดี เมื่อกินเข้าไป อาจท้องอืด มีลม หรือถ่ายเหลว
ระหว่างทำโยเกิร์ต จุลินทรีย์ใช้แล็กโทสไปบางส่วน โยเกิร์ตจึงมีแล็กโทสน้อยกว่านมสด แต่ยังมีอยู่ แมวแต่ละตัวรับได้ไม่เท่ากัน บางตัวกินนิดหน่อยแล้วปกติดี บางตัวท้องเสียแม้กินเพียงเล็กน้อย
ให้โยเกิร์ตแมวแบบไหนปลอดภัย
ให้ได้ (นิดหน่อย)
- โยเกิร์ตรสธรรมชาติ ไม่เติมน้ำตาล
- ไม่ใส่สารให้ความหวานแทนน้ำตาล
- ไม่มีผลไม้ ธัญพืช หรือท็อปปิ้ง
- ครั้งแรกให้แค่ปลายช้อนชา แล้วดูอาการ 1 วัน
ไม่ควรให้
- โยเกิร์ตรสหวาน รสผลไม้ หรือมีท็อปปิ้ง
- สูตรที่ใช้สารให้ความหวาน เช่น ไซลิทอล
- รสช็อกโกแลต หรือผสมลูกเกด องุ่น
- นมเปรี้ยว โยเกิร์ตพร้อมดื่ม โฟรเซนโยเกิร์ต
ข้อควรระวังเมื่อให้แมวกินโยเกิร์ต
- แล็กโทส: สาเหตุหลักที่ทำให้แมวท้องเสียหลังกินโยเกิร์ต ถ้าลองให้แล้วถ่ายเหลว ให้หยุด
- น้ำตาลและแคลอรี่: โยเกิร์ตรสหวานเพิ่มพลังงานโดยไม่จำเป็น แมวอ้วนและแมวเป็นเบาหวานควรเลี่ยง
- สารให้ความหวาน: ไซลิทอลเป็นพิษร้ายแรงในสุนัข ส่วนในแมวยังมีข้อมูลน้อย จึงไม่ควรเสี่ยง
- ช็อกโกแลต ลูกเกด องุ่น: ช็อกโกแลตเป็นพิษต่อแมว ส่วนองุ่นและลูกเกดเป็นพิษต่อไตในสุนัข และควรถือว่าอันตรายต่อแมวด้วย ห้ามให้แม้ปริมาณน้อย
- โรคประจำตัว: แมวที่เคยเป็นตับอ่อนอักเสบ ลำไส้อักเสบ หรือกินอาหารสูตรรักษาอยู่ ควรปรึกษาสัตวแพทย์ก่อน
แมวกินโยเกิร์ตได้แค่ไหน
หลักที่สัตวแพทย์ใช้คือ ขนมและของแถมทุกอย่างรวมกัน ไม่ควรเกินประมาณ 10% ของพลังงานต่อวัน
- แมว 4 กิโลที่ขยับตัวน้อย ต้องการราว 70 × 40.75 ≈ 198 kcal คูณ 1.2 ได้ราว 238 kcal ต่อวัน
- ของแถมทั้งหมดจึงไม่ควรเกินราว 24 kcal ส่วนแมวที่อยู่ในแผนลดน้ำหนัก (238 × 0.85 ≈ 202 kcal) ไม่ควรเกินราว 20 kcal
- โยเกิร์ตรสธรรมชาติแบบไม่หวานให้พลังงานราว 60 kcal ต่อ 100 กรัม 1 ช้อนชา (ราว 5 กรัม) จึงได้ประมาณ 3 kcal แบบหวานจะสูงกว่านี้ ให้ดูฉลาก
สำหรับโยเกิร์ต สิ่งที่จำกัดปริมาณคือแล็กโทส ไม่ใช่แคลอรี่ ให้แค่ 1–2 ช้อนชาเป็นครั้งคราวก็พอ ปริมาณนี้แทบไม่กระทบแผนอาหาร แต่ถ้าแมวลดน้ำหนักอยู่และได้ขนมอื่นด้วย ให้รวมทุกอย่างแล้วหักออกจากอาหารหลักที่แอปคำนวณ เช่น ของแถมรวม 20 kcal เท่ากับอาหารเม็ดราว 5 กรัม (ถ้าอาหารเม็ดให้ 380 kcal ต่อ 100 กรัม) ดูวิธีลดน้ำหนักอย่างปลอดภัยได้ในบทความแมวอ้วน
ใส่ค่าจากฉลากอาหารที่ใช้ แอปจะบอกกรัมต่อวัน แบ่งมื้อ และเตือนเวลาให้อาหาร วันไหนให้ขนม ก็หักจากตัวเลขนี้
คำนวณปริมาณอาหารแมวของคุณ →แมวกินโยเกิร์ตแล้วท้องเสีย เมื่อไหร่ต้องพาไปหาสัตวแพทย์
ถ้าถ่ายเหลว 1–2 ครั้ง แต่แมวยังร่าเริง กินอาหารและดื่มน้ำได้ ให้หยุดโยเกิร์ต วางน้ำสะอาดไว้ และสังเกตอาการ พาไปหาสัตวแพทย์ถ้า
- ท้องเสียนานเกิน 24 ชั่วโมง หรือมีเลือดปน
- อาเจียนซ้ำหลายครั้ง
- ซึม ไม่กินอาหาร หรือดูขาดน้ำ เช่น เหงือกแห้ง
- เป็นลูกแมว แมวสูงวัย หรือแมวมีโรคประจำตัว ควรพาไปเร็วกว่าปกติ
- กินโยเกิร์ตที่มีไซลิทอล ช็อกโกแลต ลูกเกด หรือองุ่น ให้โทรหาสัตวแพทย์ทันที แม้ยังไม่มีอาการ
คำถามที่พบบ่อย
แมวกินนมเปรี้ยวได้ไหม
ไม่ควร นมเปรี้ยวและโยเกิร์ตพร้อมดื่มมักเติมน้ำตาลและแต่งรส และยังมีแล็กโทส ถ้าแมวเลียไปนิดเดียวมักไม่เป็นไร แต่ไม่ควรให้เป็นขนม
ลูกแมวกินโยเกิร์ตได้ไหม
ไม่แนะนำ ลูกแมวท้องเสียแล้วขาดน้ำได้เร็ว ลูกแมวที่ยังต้องกินนมควรได้นมทดแทนสำหรับลูกแมวโดยเฉพาะ ไม่ใช่นมวัวหรือโยเกิร์ต
โยเกิร์ตช่วยแก้ท้องเสียหรือปรับลำไส้แมวได้ไหม
ไม่ควรใช้แทนการรักษา จุลินทรีย์ในโยเกิร์ตเป็นเชื้อที่ใช้หมักนมให้คนกิน ไม่ได้คัดมาเพื่อลำไส้แมว และแล็กโทสอาจทำให้ท้องเสียหนักขึ้น ถ้าต้องการเสริมโปรไบโอติก ให้ใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับแมวที่สัตวแพทย์แนะนำ
แมวกินโยเกิร์ตทุกวันได้ไหม
ไม่แนะนำ โยเกิร์ตไม่ได้ให้สารอาหารที่อาหารแมวครบถ้วนขาดไป และยิ่งให้บ่อย โอกาสท้องเสียก็ยิ่งมาก ให้เป็นครั้งคราวและนับรวมกับขนมอื่นไม่เกินประมาณ 10% ของพลังงานต่อวัน
บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำหรือคำวินิจฉัยของสัตวแพทย์ ถ้าแมวมีโรคประจำตัวหรือท้องเสียบ่อย ควรปรึกษาสัตวแพทย์ก่อนให้อาหารนอกมื้อ